Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 6:25

[1] ขณะ​พระ‍องค์​เสด็จ​ไป​นั้น ทรง‍เห็น​ชาย​คน​หนึ่ง​ตา‍บอด​แต่​กำ‌เนิด

[2] พวก​สา‌วก​ของ​พระ‍องค์​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “พระ​อา‌จารย์ ใคร​ทำ​บาป คน‍นี้​หรือ​พ่อ​แม่​ของเขา เขา​ถึง​เกิด​มา​ตา‍บอด?”

[3] พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ไม่‍ใช่​คน‍นี้​หรือ​พ่อ​แม่​ของ​เขา​ที่​ทำ​บาป แต่​เขา​เกิด​มา​ตา‍บอด​เพื่อ​ให้​พระ‍ราช‍กิจ​ของ​พระ‍เจ้า​ปรา‌กฏ​ใน​ตัว​เขา

[4] เรา​ต้อง​ทำ​พระ‍ราช‍กิจ​ของ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​เมื่อ​ยัง​วัน​อยู่ กลาง‍คืน​อัน​เป็น​เวลา​ที่​ไม่​มี​ใคร​ทำ‍งาน​นั้น​กำ‌ลัง​ใกล้​เข้า​มา

[5] ตราบ‍ใด​ที่​เรา​ยัง​อยู่​ใน‍โลก เรา​ก็​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก ”

[6] เมื่อ​ตรัส​อย่าง‍นั้น​แล้ว พระ‍องค์​ก็​ทรง‍บ้วน​น้ำ‍ลาย​ลง​ที่​ดิน แล้ว​ทรง​เอา​น้ำ‍ลาย​นั้น​ทำ​เป็น​โคลน​ทา​ที่​ตา​ของ​คน‍ตา‍บอด

[7] แล้ว​ตรัส​สั่ง​เขา​ว่า “จง​ไป​ล้าง​โคลน​ออก​ใน​สระ​สิ‌โล‌อัม” (สิ‌โล‌อัม​แปล‍ว่า ใช้​ไป) เขา​จึง​ไป​ล้าง​แล้ว​กลับ​มา​ก็​มอง​เห็น

[8] เพื่อน‍บ้าน​และ​บรร‌ดา​คน​ที่​เคย​เห็น​ชาย​คน‍นั้น​เป็น​คน​ขอ‍ทาน​มา​ก่อน​ก็​พูด​กัน​ว่า “คน‍นี้​ใช่​ไหม​ที่‍เคย​นั่ง​ขอ‍ทาน?”

[9] บาง‍คน​ก็​พูด​ว่า “ใช่​คน‍นั้น​แหละ” คน‍อื่น​ว่า “ไม่​ใช่ แต่​เขา​เหมือน​คน‍นั้น” ตัว​เขา​เอง​พูด​ว่า “ข้าพ‌เจ้า​คือ​คน‍นั้น”

[10] พวก​เขา​จึง​ถาม​เขา​ว่า “ตา​ของ​เจ้า​หาย​บอด​ได้​อย่าง‍ไร?”

[11] เขา​ตอบ​ว่า “ชาย​คน​หนึ่ง​ชื่อ​เยซู​ทำ​โคลน​ทา​ตา​ของ​ข้าพ‌เจ้า​และ​บอก​ข้าพ‌เจ้า​ว่า ‘จง​ไป​ที่​สระ​สิ‌โล‌อัม​แล้ว​ล้าง​โคลน​ออก’ ข้าพเจ้า​ก็​ไป​ล้าง​ตา​แล้ว​ก็​มอง​เห็น​”

[12] พวก​เขา​จึง​ถาม​ว่า “เขา​อยู่​ไหน?” คน​นั้น​บอก​ว่า “ข้าพ‌เจ้า​ไม่​ทราบ”

[13] พวก​เขา​จึง​พา​คน​ที่​เคย​ตา‍บอด​นั้น​ไป​หา​พวก​ฟา‌ริสี

[14] วัน​ที่​พระ‍เยซู​ทรง‍ทำ​โคลน​ทา​ตา​ชาย​คน‍นั้น​ให้​หาย​บอด​เป็น​วัน​สะ‌บา‌โต

[15] พวก​ฟา‌ริสี​ถาม​เขา​ว่า​ตา​ของ​เขา​มอง​เห็น​ได้​อย่าง‍ไร เขา​จึง​บอก​คน​เหล่า​นั้น​ว่า “ท่าน​เอา​โคลน​ทา​ตา​ของ​ข้าพ‌เจ้า แล้ว​ข้าพ‌เจ้า​ก็​ไป​ล้าง​ออก​แล้ว​ก็​มอง​เห็น”

[16] พวก​ฟา‌ริสี​บาง‍คน​พูด​ว่า “ชาย​คน‍นี้​ไม่‍ได้​มา​จาก​พระ‍เจ้า เพราะ​เขา​ไม่‍ได้​รัก‌ษา​วัน​สะบาโต” แต่​คน‍อื่น​พูด​ว่า “คน‍บาป​จะ​ทำ​หมาย‍สำคัญ​อย่าง‍นั้น​ได้​อย่าง‍ไร?” พวก​เขา​ก็​ขัด‍แย้ง​กัน

[17] พวก​เขา​จึง​พูด​กับ​คน​ตา‍บอด​อีก​ว่า “เจ้า​คิด​อย่าง‍ไร​เรื่อง​คน‍นั้น ใน​เมื่อ​เขา​ทำ​ให้​ตา​ของ​เจ้า​หาย​บอด?” ชาย​คน‍นั้น​ตอบ​ว่า “ท่าน​เป็น​ผู้​เผย​พระ‍วจนะ”

[18] พวก​ยิว​ไม่​เชื่อ​ว่า​ชาย​คน‍นั้น​ตา‍บอด​และ​กลับ​มอง​เห็น จน​กระ‌ทั่ง​พวก​เขา​เรียก​บิดา​มาร‌ดา​ของ​คน​นั้น​มา

[19] แล้ว​ถาม​ว่า “ชาย​คน‍นี้​เป็น​ลูก​ของ​เจ้า​ที่​เจ้า​บอก​ว่า​ตา‍บอด​มา​ตั้ง​แต่​เกิด​หรือ? แล้ว​ทำ‍ไม​เดี๋ยว‍นี้​เขา​จึง​มอง​เห็น?”

[20] บิดา​มาร‌ดา​ของ​ชาย​คน‍นั้น​ตอบ​ว่า “เรา​รู้​ว่า​คน‍นี้​เป็น​ลูก​ของ​เรา และ​รู้​ว่า​เขา​เกิด​มา​ตา‍บอด

[21] แต่​ไม่​รู้​ว่า​ทำไม​เดี๋ยว‍นี้​เขา​ถึง​มอง​เห็น​หรือ​ใคร​ทำ​ให้​ตา​ของ​เขา​หาย​บอด ถาม​เขา​เอา​เอง​เถิด เขา​เป็น​ผู้‍ใหญ่​แล้ว เขา​เล่า​เรื่อง​เอง​ได้”

[22] การ​ที่​บิดา​มาร‌ดา​ของ​เขา​พูด​อย่าง​นั้น​ก็​เพราะ​กลัว​พวก​ยิว เพราะ​พวก​ยิว​ตก‍ลง​กัน​แล้ว​ว่า ถ้า​ใคร​ยอม​รับ​ว่า​พระ‍เยซู​เป็น​พระ‍คริสต์ คน​นั้น​จะ​ถูก​ขับ​ออก​จาก​ธรรม‍ศาลา

[23] เพราะ​เหตุ​นี้​บิดา​มาร‌ดา​ของ​เขา​จึง​พูด​ว่า “เขา​เป็น​ผู้‍ใหญ่​แล้ว ถาม​เขา​เอา​เอง​เถิด”

[24] พวก​เขา​จึง​เรียก​คน​ที่​เคย​ตา‍บอด​ให้​มา​หา​เป็น​ครั้ง​ที่‍สอง​และ​บอก​เขา​ว่า “จง​ถวาย​พระ​เกียรติ​แด่​พระ‍เจ้า เรา​รู้​ว่า​ชาย​คน‍นั้น​เป็น​คน‍บาป”

[25] เขา​ตอบ​ว่า “ชาย​คน​นั้น​เป็น​คน‍บาป​หรือ​ไม่​ข้าพ‌เจ้า​ไม่​ทราบ สิ่ง​เดียว​ที่​ข้าพ‌เจ้า​ทราบ​คือ​ข้าพ‌เจ้า​เคย​ตา‍บอด แต่​เดี๋ยว‍นี้​ข้าพ‌เจ้า​มอง​เห็น​ได้​แล้ว”

[26] พวก​เขา​จึง​ถาม​เขา​ว่า “คน​นั้น​ทำ​อะไร​กับ​เจ้า? เขา​ทำ​อย่าง‍ไร​ตา​ของ​เจ้า​ถึง​หาย​บอด?”

[27] คน‍นั้น​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “ข้าพ‌เจ้า​บอก​ท่าน​แล้ว​แต่​ท่าน​ไม่​ฟัง ทำ‍ไม​ท่าน​ถึง​อยาก​ฟัง​อีก? อยาก​เป็น​ศิษย์​ของ​คน​นั้น​ด้วย​หรือ?”

[28] คน​เหล่า​นั้น​จึง​เยาะ‍เย้ย​เขา​ว่า “เอ็ง​เป็น​ศิษย์​ของ​เขา แต่​เรา​เป็น​ศิษย์​ของ​โม‌เสส

[29] เรา​รู้​ว่า​พระ‍เจ้า​ตรัส​กับ​โม‌เสส แต่​สำ‌หรับ​คน‍นั้น​เรา​ไม่​รู้​ว่า​มา​จาก​ไหน”

[30] ชาย​คน‍นั้น​ตอบ​ว่า “เออ ประ‌หลาด​จริงๆ นะ​ที่​พวก​ท่าน​ไม่​รู้​ว่า​คน​นั้น​มา​จาก​ไหน แต่​เขา​ก็​ทำ​ให้​ตา​ของ​ข้าพ‌เจ้า​หาย​บอด​ได้

[31] เรา​รู้​ว่า​พระ‍เจ้า​ไม่​ทรง​ฟัง​คน‍บาป แต่​ทรง​ฟัง​คน​ที่​ยำ‌เกรง​พระ‍องค์​และ​ทำ​ตาม​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์

[32] ตั้ง‍แต่​สมัย​ไหนๆ ก็​ไม่​เคย​มี​ใคร​ได้​ยิน​ว่า​มี​คน​สา‌มารถ​ทำ​ให้​ตา​ของ​คน​ที่​บอด​แต่​กำ‌เนิด​มอง​เห็น​ได้

[33] ถ้า​คน​นั้น​ไม่​ได้​มา​จาก​พระ‍เจ้า เขา​จะ​ไม่​สา‌มารถ​ทำ​ได้”

[34] พวก​เขา​ตอบ​ว่า “เอ็ง​มัน​บาป​มา​ตั้ง‍แต่​เกิด​แล้ว​ยัง​จะ​มา​สอน​เรา​หรือ?” แล้ว​พวก​เขา​ก็​ไล่​เขา​ออก​ไป

[35] พระ‍เยซู​ทรง​ได้​ยิน​ว่า​พวก​ยิว​ไล่​คน‍นั้น​ออกไป​แล้ว เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง‍พบ​เขา​จึง​ตรัส​ว่า “ท่าน​วาง‍ใจ​ใน​บุตร‍มนุษย์​หรือ?”

[36] ชาย​คน‍นั้น​ทูล​ตอบ​ว่า “ท่าน​เจ้า‍ข้า ใคร​คือ​บุตร‍มนุษย์​ที่​ข้าพ‌เจ้า​จะ​วาง‍ใจ​ได้?”

[37] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​เห็น​ผู้​นั้น​แล้ว คือ​ผู้​ที่​กำ‌ลัง​พูด​อยู่​กับ​ท่าน”

[38] เขา​จึง​ทูล​ว่า “องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ข้า‍พระ‍องค์​วาง‍ใจ” แล้ว​เขา​ก็​กราบ​ไหว้​พระ‍องค์

[39] พระ‍เยซู​ตรัส​ว่า “เรา​เข้า​มา​ใน​โลก​เพื่อ​การ​พิ‌พาก‌ษา เพื่อ​ให้​คน​ทั้ง‍หลาย​ที่​มอง​ไม่​เห็น​กลับ​มอง​เห็น และ​คน​ที่​มอง​เห็น​กลับ​ตา‍บอด”

[40] เมื่อ​พวก​ฟา‌ริสี​ที่​อยู่​ใกล้​พระ‍องค์​ได้​ยิน​อย่าง​นั้น​จึง​กล่าว​แก่​พระ‍องค์​ว่า “เรา​ตา‍บอด​ด้วย​หรือ?”

[41] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ถ้า​พวก​ท่าน​ตา‍บอด ท่าน​ก็​จะ​ไม่​มี​บาป แต่​พวก​ท่าน​พูด​เดี๋ยว​นี้​เอง​ว่า ‘เรา​มอง​เห็น’ เพราะ​ฉะนั้น​บาป​ของ​ท่าน​ยัง​มี​อยู่

กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย ยอห์น — Chapters