Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 7:22

[1] หลัง‍จาก​นั้น​ก็​ถึง​เทศ‌กาล​ของ​พวก​ยิว และ​พระ‍เยซู​ก็​เสด็จ​ขึ้น​ไป​ที่​กรุง​เย‌รู‌ซา‌เล็ม

[2] ที่​ริม​ประตู‍แกะ​ใน​กรุง​เย‌รู‌ซา‌เล็ม​มี​สระ​น้ำ ภา‌ษา​ฮีบรู​เรียก​สระ​นั้น​ว่า เบธ‌ซา‌ธา ที่​นั่น​มี​ศา‌ลา​ห้า​หลัง

[3] ใน​ศา‌ลา​เหล่า‍นั้น​มี​คน‍ป่วย​จำ‍นวน​มาก มี​ทั้ง​คน​ตา‍บอด คน​ง่อย และ​คน​เป็น​อัม‌พาต​นอน​อยู่

[5] ที่‍นั่น​มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ป่วย​มา​สาม​สิบ​แปด​ปี​แล้ว

[6] เมื่อ​พระ‍เยซู​ทอด‍พระ‍เนตร​เห็น​คน​นั้น​นอน​อยู่ และ​ทรง​ทราบ​ว่า​เขา​ป่วย​อยู่​อย่าง‍นั้น​นาน‍แล้ว พระ‍องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ท่าน​อยาก​จะ​หาย​เป็น​ปกติ​หรือ​เปล่า?”

[7] คน‍ป่วย​คน​นั้น​ทูล​ตอบ​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​เจ้า‍ข้า เมื่อ​น้ำ​กำ‌ลัง​กระ‌เพื่อม​นั้น ไม่‍มี​ใคร​เอา​ตัว​ข้าพ‌เจ้า​ลง​ไป​ใน​สระ แล้ว​พอ​จะ​ลง​ไป​เอง คน‍อื่น​ก็​ลง​ไป​ก่อน​แล้ว”

[8] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ลุก​ขึ้น​เถิด จง​ยก​แคร่​ของ​ท่าน​เดิน​ไป”

[9] ทัน‍ใด​นั้น​เขา​ก็​หาย​เป็น​ปกติ​และ​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป แต่​วัน​นั้น​เป็น​วัน​สะ‌บา‌โต

[10] พวก​ยิว​จึง​พูด​กับ​ชาย​ที่​พระ‍องค์​ทรง​รัก‌ษา​นั้น​ว่า “วัน‍นี้​เป็น​วัน​สะ‌บา‌โต การ​ที่​เจ้า​แบก​แคร่​ไป​นั้น​ผิด​บัญ‌ญัติ”

[11] คน​นั้น​จึง​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “คน​ที่​รัก‌ษา​ข้าพ‌เจ้า​ให้​หาย​สั่ง​ว่า ‘จง​ยก​แคร่​ของ​ท่าน​และ​เดิน​ไป’ ”

[12] พวก​ยิว​ถาม​เขา​ว่า “คน​ที่​สั่ง​เจ้า​ว่า ‘จง​ยก​แคร่​และ​เดิน​ไป’ นั้น​เป็น​ใคร?”

[13] คน​ที่​ได้​รับ​การ​รัก‌ษา​นั้น​ก็​ไม่​รู้​ว่า​เป็น​ใคร เพราะ​พระ‍เยซู​ทรง​หาย​ไป​ท่าม‍กลาง​ฝูง‍ชน​ที่​อยู่​ที่​นั่น

[14] ภาย‍หลัง​พระ‍เยซู​ทรง‍พบ​คน‍นั้น​ใน​บริ‌เวณ​พระ‍วิหาร​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “นี่​แน่ะ ท่าน​หาย​โรค​แล้ว อย่า​ทำ​บาป​อีก เพื่อ​จะ​ไม่‍มี​เหตุ‍เลว‍ร้าย​กว่า​นั้น​เกิด​กับ​ท่าน”

[15] ชาย​คน‍นั้น​ก็​ออก​ไป​บอก​พวก​ยิว​ว่า​คน​ที่​ทำ​ให้​เขา​หาย​นั้น​คือ​พระ‍เยซู

[16] เพราะ​เหตุ​นี้​พวก​ยิว​จึง​เริ่ม​ต้น​ข่ม‍เหง​พระ‍เยซู เพราะ​พระ‍องค์​ทรง​ทำ​สิ่ง​เหล่า​นี้​ใน​วัน​สะ‌บา‌โต

[17] แต่​พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “พระ‍บิดา​ของ​เรา​ยัง​ทรง‍ทำงาน​อยู่​เรื่อยๆ และ​เรา​ก็​ทำ​ด้วย”

[18] เพราะ​เหตุนี้​พวก​ยิว​ยิ่ง​หา​โอ‌กาส​ที่​จะ​ฆ่า​พระ‍องค์ ไม่‍ใช่​เพราะ​พระ‍องค์​ฝ่า‍ฝืน​กฎ​วัน​สะ‌บา‌โต​เท่า​นั้น แต่​ยัง​เรียก​พระ‍เจ้า​เป็น​บิดา​ด้วย ซึ่ง​เป็น​การ​ทำ​ตัว​เสมอ​พระ‍เจ้า

[19] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “เรา​บอก​ความ‍จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า พระ‍บุตร​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้​นอก‍จาก​ที่​ได้​เห็น​พระ‍บิดา​ทำ เพราะ​สิ่ง​ใด​ที่​พระ‍บิดา​ทำ สิ่ง​นั้น​พระ‍บุตร​จะ​ทำ​เหมือน​กัน

[20] เพราะ‍ว่า​พระ‍บิดา​ทรง‍รัก​พระ‍บุตร​และ​ทรง​แสดง​ให้​พระ‍บุตร​เห็น​ทุก​สิ่ง​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ทำ และ​พระ‍องค์​จะ​ทรง​แสดง​ให้​พระ‍บุตร​เห็น​การ​ที่​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า​นั้น​อีก​ที่​พวก​ท่าน​จะ​ประ‌หลาด​ใจ

[21] เพราะ​พระ‍บิดา​ทรง‍ทำ​ให้​คน​ที่​ตาย​แล้ว​เป็น​ขึ้น​มา​และ​ประ‌ทาน​ชีวิต​ให้​อย่าง‍ไร พระ‍บุตร​ก็​จะ​ให้​ชีวิต​แก่​คน​ที่​ท่าน​ปรารถ‌นา​จะ​ให้​อย่าง‍นั้น

[22] เพราะ‍ว่า​พระ‍บิดา​ไม่​ทรง​พิ‌พาก‌ษา​ใคร แต่​ทรง‍มอบ​การ​พิ‌พาก‌ษา​ทั้ง‍สิ้น​ไว้​กับ​พระ‍บุตร

[23] เพื่อ​ทุก‍คน​จะ​ได้​ถวาย​พระ‍เกียรติ​แด่​พระ‍บุตร​เหมือน​ที่​พวก​เขา​ถวาย​เกียรติ​แด่​พระ‍บิดา คน‍ไหน​ไม่​ถวาย​พระ‍เกียรติ​แด่​พระ‍บุตร คน‍นั้น​ก็​ไม่​ถวาย​พระ‍เกียรติ​แด่​พระ‍บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​พระ‍บุตร​มา

[24] เรา​บอก​ความ‍จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า ถ้า​ใคร​ฟัง​คำ​ของ​เรา​และ​วาง‍ใจ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา คน‍นั้น​ก็​มี​ชีวิต​นิรันดร์​และ​ไม่​ถูก​พิ‌พาก‌ษา แต่​ผ่าน​พ้น​ความ​ตาย​ไป​สู่​ชีวิต​แล้ว

[25] “เรา​บอก​ความ‍จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า เวลา​กำ‌หนด​นั้น​ใกล้​จะ​ถึง​แล้ว และ​บัด‍นี้​ก็​ถึง​แล้ว คือ​เมื่อ​คน​ตาย​จะ​ได้​ยิน​เสียง​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า และ​บรร‌ดา​คน​ที่​ได้​ยิน​จะ​มี​ชีวิต

[26] เพราะ‍ว่า​พระ‍บิดา​ทรง​มี​ชีวิต​ใน​พระ‍องค์​เอง​อย่าง‍ไร พระ‍องค์​ก็​ทรง​ให้​พระ‍บุตร​มี​ชีวิต​ใน​พระ‍องค์​เอง​อย่าง‍นั้น

[27] และ​ทรง​ให้​พระ‍บุตร​มี​สิทธิ​อำ‌นาจ​ที่​จะ​ทำ​การ​พิ‌พาก‌ษา​เพราะ​พระ‍องค์​ทรง​เป็น​บุตร‍มนุษย์

[28] อย่า​ประ‌หลาด​ใจ​ใน​ข้อ​นี้​เลย เพราะ​ใกล้​จะ​ถึง​เวลา​ที่​ทุก‍คน​ที่​อยู่​ใน​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​จะ​ได้​ยิน​เสียง​ของ​พระ‍บุตร

[29] และ​จะ​ก้าว​ออก​มา คน​ที่​ประ‌พฤติ​ดี​ก็​เป็น​ขึ้น​มา​สู่​ชีวิต คน​ที่​ประ‌พฤติ​ชั่ว​ก็​เป็น​ขึ้น​มา​สู่​การ​พิ‌พาก‌ษา

[30] “เรา​จะ​ทำ​สิ่ง‍ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้ เรา​ได้​ยิน​อย่าง​ไร​เรา​ก็​พิ‌พาก‌ษา​อย่าง​นั้น และ​การ​พิ‌พาก‌ษา​ของ​เรา​ก็​ยุติ‍ธรรม เพราะ​เรา​ไม่​ได้​มุ่ง​ที่​จะ​ทำ​ตาม​ใจ​ของ​เรา​เอง แต่​ตาม​พระ‍ประ‌สงค์​ของ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา

[31] ถ้า​เรา​เป็น​พยาน​ให้​แก่​ตัว​เรา​เอง คำ​พยาน​ของ​เรา​ก็​ไม่​จริง

[32] มี​อีก​ผู้‍หนึ่ง​ที่​เป็น​พยาน​ให้​แก่​เรา และ​เรา​รู้​ว่า​คำ​พยาน​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ให้​แก่​เรา​นั้น​เป็น​ความ‍จริง

[33] พวก​ท่าน​ใช้​คน​ไป​หา​ยอห์น และ​ยอห์น​ก็​เป็น​พยาน​ถึง​ความ‍จริง

[34] เรา​ไม่​ต้อง​รับ​คำ‍พยาน​จาก​มนุษย์ การ​ที่​เรา​กล่าว​สิ่ง​เหล่า‍นี้​ก็​เพื่อ​ให้​พวก​ท่าน​รอด

[35] ยอห์น​เป็น​โคม​ที่​จุด​สว่าง‍ไสว และ​พวก​ท่าน​ก็​พร้อม​จะ​ชื่น‍ชม​ยินดี​ใน​ความ‍สว่าง​ของ​ยอห์น​ชั่ว​ขณะ​หนึ่ง

[36] แต่​คำ​พยาน​ที่​เรา​มี​นั้น​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า​คำ​พยาน​ของ​ยอห์น เพราะ‍ว่า​งาน​ที่​พระ‍บิดา​ทรง‍มอบ​ให้​เรา​ทำ​จน​สำ‌เร็จ​และ​เป็น​งาน​ที่​เรา​กำ‌ลัง​ทำ​อยู่​นั้น เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา​ว่า​พระ‍บิดา​ทรง​ใช้​เรา​มา

[37] และ​พระ‍บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​ก็​ทรง​เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา พวก​ท่าน​ไม่​เคย​ได้​ยิน​เสียง​ของ​พระ‍องค์ และ​ไม่​เคย​เห็น​รูป‍ร่าง​ของ​พระ‍องค์

[38] และ​ท่าน​ไม่​มี​พระ‍ดำ‌รัส​ของ​พระ‍องค์​อยู่​ใน​ตัว​ท่าน เพราะ​ว่า​พวก​ท่าน​ไม่‍ได้​วาง‍ใจ​ผู้​ที่​พระ‍บิดา​ทรง​ใช้​มา​นั้น

[39] พวก​ท่าน​ค้น​ดู​ใน​พระ​คัม‌ภีร์​เพราะ​ท่าน​คิด​ว่า​ใน​นั้น​มี​ชีวิต​นิรันดร์ และ​พระ​คัม‌ภีร์​นั้น​เอง​เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา

[40] แต่​พวก​ท่าน​ก็​ยัง​ไม่‍ยอม​มา​หา​เรา​เพื่อ​จะ​ได้​ชีวิต

[41] เรา​ไม่​ยอม​รับ​เกียรติ​จาก​มนุษย์

[42] แต่​เรา​รู้​ว่า​พวก​ท่าน​ไม่​มี​ความ​รัก​ของ​พระ‍เจ้า​ใน​ตัว​ท่าน

[43] เรา​มา​ใน​พระ‍นาม​พระ‍บิดา​ของ​เรา​และ​พวก​ท่าน​ไม่‍ยอม​รับ​เรา ถ้า​คน​อื่น​มา​ใน​นาม​ของ​เขา​เอง พวก​ท่าน​ก็​จะ​รับ​คน‍นั้น

[44] พวก​ท่าน​จะ​เชื่อ​ได้​อย่าง‍ไร​ใน​เมื่อ​ท่าน​รับ​เกียรติ​จาก​กัน​และ​กัน​เอง​และ​ไม่‍ได้​แสวง‍หา​เกียรติ​ที่​มา​จาก​พระ‍องค์​ผู้​ทรง​เป็น​พระ‍เจ้า​แต่​องค์​เดียว?

[45] อย่า​คิด​ว่า​เรา​จะ​ฟ้อง​พวก​ท่าน​ต่อ​พระ‍บิดา มี​คน​ฟ้อง​ท่าน​แล้ว​คือ​โม‌เสส​ผู้​ที่​พวก​ท่าน​ตั้ง​ความ‍หวัง

[46] ถ้า​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​เชื่อ​โม‌เสส ท่าน​ก็​น่า‍จะ​เชื่อ​เรา เพราะ​โม‌เสส​เขียน​ถึง​เรา

[47] แต่​ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​เชื่อ​เรื่อง​ที่​โม‌เสส​เขียน​แล้ว ท่าน​จะ​เชื่อ​ถ้อย‍คำ​ของ​เรา​ได้​อย่าง‍ไร?”

กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย ยอห์น — Chapters