Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 9:18

[1] มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ลา‌ซา‌รัส​กำ‌ลัง​ป่วย​อยู่​ที่​เบ‌ธา‌นี ซึ่ง​เป็น​หมู่‍บ้าน​ที่​มา‌รีย์​และ​มาร‌ธา​พี่สาว​ของ​นาง​อยู่​นั้น

[2] มารีย์​คน‍นี้​คือ​หญิง​ที่​เอา​น้ำ‍มัน​หอม​ชโลม​พระ‍องค์ และ​เอา​ผม​เช็ด​พระ‍บาท​ของ​พระ‍องค์ ลาซารัส​น้อง‍ชาย​ของ​นาง​กำ‌ลัง​ป่วย​อยู่

[3] ดัง‍นั้น​พี่‍สาว​ทั้ง​สอง​จึง​ส่ง​ข่าว​ไป​ทูล​พระ‍เยซู​ว่า “องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า คน​ที่​พระ‍องค์​ทรง​รัก​นั้น​กำ‌ลัง​ป่วย​อยู่”

[4] แต่​เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​ได้​ยิน พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “โรค​นี้​จะ​ไม่​ถึง​ตาย แต่​เกิด​ขึ้น​เพื่อ​เชิด‍ชู​พระ‍เกียรติ​ของ​พระ‍เจ้า เพื่อ​ให้​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍องค์​ได้​รับ‍เกียรติ​เพราะ​โรค​นี้”

[5] พระ‍เยซู​ทรง​รัก​มารธา​และ​น้อง‍สาว​ของ​นาง​และ​ลา‌ซา‌รัส

[6] เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​ได้​ยิน​ว่า​ลา‌ซา‌รัส​ป่วย พระ‍องค์​กลับ​ทรง​พัก​อยู่​ต่อ​อีก​สอง​วัน​ใน​ที่​ที่​พระ‍องค์​ประทับ​อยู่​นั้น

[7] หลัง‍จาก​นั้น​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​สา‌วก​ว่า “ให้​เรา​กลับ​เข้า‍ไป​ใน​แคว้น​ยูเดีย​กัน​อีก”

[8] พวก​สา‌วก​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “พระ​อา‌จารย์ เมื่อ​เร็วๆ นี้​พวก​ยิว​หา​โอกาส​เอา​หิน​ขว้าง​พระ‍องค์​ให้​ตาย แล้ว​พระ‍องค์​ยัง​จะ​เสด็จ​ไป​ที่‍นั่น​อีก​หรือ?”

[9] พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “กลาง‍วัน​มี​สิบ‍สอง​ชั่ว‍โมง​ไม่‍ใช่​หรือ? ถ้า​ใคร​เดิน​ตอน​กลาง‍วัน​เขา​จะ​ไม่​สะดุด เพราะ​เขา​เห็น​ความ‍สว่าง​ของ​โลก​นี้

[10] แต่​ถ้า​ใคร​เดิน​ตอน​กลาง‍คืน​เขา​จะ​สะดุด เพราะ​ไม่‍มี​ความ​สว่าง​ใน​ตัว​เขา”

[11] พระ‍องค์​ตรัส​อย่าง‍นั้น​แล้ว​จึง​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ลา‌ซา‌รัส​สหาย​ของ​พวก​เรา​หลับ​ไป​แล้ว แต่​เรา​กำ‌ลัง​จะ​ไป​ปลุก​ให้​เขา​ตื่น”

[12] พวก​สา‌วก​ทูล​ว่า “องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ถ้า​เขา​หลับ​อยู่ เขา​ก็​จะ​มี​อาการ​ดี​ขึ้น”

[13] พระ‍เยซู​ตรัส​ถึง​การ​ตาย​ของ​ลา‌ซา‌รัส แต่​พวก​สา‌วก​คิด​ว่า​พระ‍องค์​ตรัส​ถึง​การ​นอน‍หลับ​พัก‌ผ่อน

[14] ดังนั้น​พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ตรงๆ ว่า “ลา‌ซา‌รัส​ตาย​แล้ว

[15] และ​เพราะ​เห็น‍แก่​พวก​ท่าน​เรา​จึง​ยินดี​ที่​เรา​ไม่‍ได้​อยู่​ที่‍นั่น​เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​เชื่อ อย่าง​ไร​ก็​ดี ให้​พวก​เรา​ไป​หา​เขา​กัน​เถิด”

[16] โธ‌มัส​ที่​เรียก‍ว่า “ดิดุโมส ” จึง​พูด​กับ​เพื่อน​สา‌วก​ว่า “ให้​เรา​ไป​ด้วย​กัน​กับ​พระ‍องค์​เพื่อ​จะ​ได้​ตาย​กับ​พระ‍องค์”

[17] เมื่อ​พระ‍เยซู​เสด็จ​มา​ถึง​ก็​พบ​ว่า​เขา​เอา​ลา‌ซา‌รัส​ไป​ไว้​ใน​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​สี่​วัน​แล้ว

[18] หมู่‍บ้าน​เบ‌ธา‌นี​อยู่​ใกล้​กรุง​เย‌รู‌ซา‌เล็ม คือ​ห่าง‍กัน​ประ‌มาณ​สาม​กิโล‌เมตร

[19] พวก​ยิว​หลาย‍คน​มา​หา​มารธา​และ​มา‌รีย์​เพื่อ​ปลอบ‍โยน​เรื่อง​น้อง‍ชาย

[20] เมื่อ​มารธา​รู้​ข่าว​ว่า​พระ‍เยซู​กำ‌ลัง​เสด็จ​มา นาง​ก็​ออก​ไป​ต้อน‍รับ​พระ‍องค์ แต่​มา‌รีย์​นั่ง​อยู่​ใน​บ้าน

[21] มารธา​ทูล​พระ‍เยซู​ว่า “องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ถ้า​พระ‍องค์​อยู่​ที่‍นี่ น้อง‍ชาย​ของ​ข้า‍พระ‍องค์​ก็​คง​ไม่​ตาย

[22] แต่​ข้า‍พระ‍องค์​ก็​ทราบ​ว่า​ไม่​ว่า​สิ่ง​ใด​ที่​พระ‍องค์​ทูล​ขอ​จาก​พระ‍เจ้า​ใน​เวลา​นี้ พระ‍เจ้า​ก็​จะ​ประ‌ทาน​แก่​พระ‍องค์”

[23] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “ลา‌ซา‌รัส​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​อีก”

[24] มารธา​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ข้า‍พระ‍องค์​ทราบ​ว่า​เขา​จะ​เป็น​ขึ้น​ใน​วัน​สุด‍ท้าย​เมื่อ​คน​ทั้ง‍ปวง​จะ​เป็น​ขึ้น​มา”

[25] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “เรา​เป็น​ชีวิตและ​การ​เป็น​ขึ้น​จาก​ตาย คน​ที่​วาง‍ใจ​ใน​เรา​จะ​มี​ชีวิต​อีก​แม้‍ว่า​เขา​จะ​ตาย​ไป

[26] และ​ทุก‍คน​ที่​มี​ชีวิต​และ​วาง‍ใจ​ใน​เรา​จะ​ไม่​ตาย​เลย เธอ​เชื่อ​อย่าง‍นี้​ไหม?”

[27] มารธา​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “เชื่อ องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ข้า‍พระ‍องค์​เชื่อ​ว่า​พระ‍องค์​เป็น​พระ‍คริสต์​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​ที่​เสด็จ​มา​ใน​โลก”

[28] เมื่อ​ทูล​อย่าง‍นี้​แล้ว มารธา​ก็​กลับ​ไป​เรียก​มา‌รีย์​น้อง‍สาว กระ‌ซิบ​ว่า “อา‌จารย์​เสด็จ​มา​แล้ว​และ​ทรง​เรียก​เธอ”

[29] เมื่อ​มา‌รีย์​ได้​ยิน ก็​รีบ​ลุก‍ขึ้น​ไป​เฝ้า​พระ‍องค์

[30] ขณะ​นั้น​พระ‍เยซู​ยัง​ไม่​ได้​เสด็จ​เข้า‍ไป​ใน​หมู่‍บ้าน แต่​ยัง​อยู่​ที่​ที่​มารธา​พบ​พระ‍องค์​นั้น

[31] เมื่อ​พวก​ยิว​กำ‌ลัง​ปลอบ‍โยน​มารีย์​อยู่​ที่​บ้าน พวก​เขา​เห็น​มา‌รีย์​รีบ​ลุก‍ขึ้น​เดิน​ออก​ไป พวก​เขา​จึง​ตาม​ไป นึก​ว่า​นาง​จะ​ไป​ร้อง‍ไห้​ที่​อุโมงค์​ฝัง​ศพ

[32] เมื่อ​มา‌รีย์​มา​ถึง​ที่​ที่​พระ‍เยซู​ประ‌ทับ​อยู่​และ​เห็น​พระ‍องค์​แล้ว จึง​กราบ‍ลง​ที่​พระ‍บาท​ของ​พระ‍องค์​ทูล​ว่า “องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ถ้า​พระ‍องค์​อยู่​ที่‍นี่ น้อง‍ชาย​ของ​ข้า‍พระ‍องค์​ก็​คง​ไม่​ตาย”

[33] เมื่อ​พระ‍เยซู​ทอด​พระ‍เนตร​เห็น​มารีย์​ร้อง‍ไห้ และ​พวก​ยิว​ที่​ตาม​มา​ก็​ร้อง‍ไห้​ด้วย พระ‍องค์​สะ‌เทือน​พระ‍ทัย​และ​ทรง​เป็น​ทุกข์

[34] พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “พวก​ท่าน​เอา​ศพ​ของ​เขา​ไป​ไว้​ที่‍ไหน?” พวก​เขา​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​เจ้า‍ข้า เชิญ​มา​ดู‍เถิด”

[35] พระ‍เยซู​ทรง​กัน‌แสง

[36] พวก​ยิว​จึง​กล่าว​ว่า “ดู​สิ​ว่า​ท่าน​รัก​เขา​เพียง‍ไร”

[37] แต่​บาง‍คน​ก็​พูด​ว่า “ท่าน​ผู้‍นี้​ทำ​ให้​คน​ตา‍บอด​มอง‍เห็น จะ​ทำ​ให้​คน‍นี้​ไม่​ตาย​ไม่​ได้​หรือ?”

[38] พระ‍เยซู​สะ‌เทือน​พระ‍ทัย​อีก จึง​เสด็จ​มา​ถึง​อุโมงค์​ฝัง​ศพ อุโมงค์​นั้น​เป็น​ถ้ำ มี​หิน​ก้อน​หนึ่ง​วาง​ปิด​ปาก​อุโมงค์​ไว้

[39] พระ‍เยซู​ตรัส​ว่า “จง​เอา​หิน​ออก​เสีย” มารธา​พี่สาว​ของ​คน‍ตาย​จึง​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ศพ​คง​จะ​มี​กลิ่น​เหม็น​แล้ว เพราะ‍ว่า​น้อง​ตาย​มา​สี่​วัน​แล้ว”

[40] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “เรา​บอก​เธอ​แล้ว​ไม่‍ใช่​หรือ​ว่า ถ้า​เธอ​เชื่อ ก็​จะ​ได้​เห็น​ความ​ยิ่ง‍ใหญ่​ของ​พระ‍เจ้า?”

[41] พวก​เขา​จึง​เอา​หิน​ออก พระ‍เยซู​แหงน​พระ‍พักตร์​ขึ้น​ตรัส​ว่า “ข้า‍แต่​พระ‍บิดา ข้า‍พระ‍องค์​ขอบ‍พระ‍คุณ​พระ‍องค์​ที่​พระ‍องค์​โปรด​ฟัง​ข้า‍พระ‍องค์

[42] ข้า‍พระ‍องค์​ทราบ​ว่า​พระ‍องค์​ทรง​ฟัง​ข้า​พระ‍องค์​อยู่​เสมอ แต่​ที่​ข้า​พระ‍องค์​กล่าว​อย่าง‍นี้​ก็​เพราะ​เห็น​แก่​ฝูง‍ชน​ที่​ยืน​อยู่​ที่‍นี่ เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า​พระ‍องค์​ทรง​ใช้​ข้า‍พระ‍องค์​มา”

[43] เมื่อ​ตรัส​อย่าง‍นั้น​แล้ว พระ‍องค์​ทรง​ร้อง​เสียง​ดัง​ว่า “ลา‌ซา‌รัส ออก​มา​เถิด”

[44] คน​ตาย​นั้น​ก็​ออก​มา มี​ผ้า​พัน​มือ​และ​เท้า และ​ที่​หน้า​ก็​มี​ผ้า​พัน​อยู่​ด้วย พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “จง​แกะ​ผ้า​ที่​พัน​ออก​แล้ว​ปล่อย​เขา​เถิด”

[45] ดัง‍นั้น​เมื่อ​พวก​ยิว​หลาย​คน​ที่​มา​หา​มา‌รีย์​เห็น​การ​กระ‌ทำ​ของ​พระ‍เยซู​ก็​วาง‍ใจ​ใน​พระ‍องค์

[46] แต่​บาง‍คน​ไป​หา​พวก​ฟา‌ริสี​เล่า​เหตุ‍การณ์​ที่​พระ‍เยซู​ทรง​ทำ​ให้​เขา​ฟัง

[47] ฉะนั้น​พวก​หัว‍หน้า​ปุโร‌หิต​และ​พวก​ฟา‌ริสี​ก็​เรียก​ประ‌ชุม​สมา‌ชิก​สภา​แล้ว​พูด​กัน​ว่า “เรา​จะ​ทำ​อย่าง‍ไร​กัน​ดี เพราะ‍ว่า​ชาย​คน‍นี้​ทำ​หมาย‍สำ‌คัญ​มาก‍มาย?

[48] ถ้า​เรา​ปล่อย​ให้​เขา​ทำ​อย่าง‍นี้​ต่อ​ไป ทุก‍คน​ก็​จะ​เชื่อ‍ถือ​เขา แล้ว​พวก​โรมัน​ก็​จะ​มา​ทำ‌ลาย​ทั้ง​พระ‍วิหาร​และ​ชาติ​ของ​เรา”

[49] แต่​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​เขา​ที่​ชื่อ​คา‌ยา‌ฟาส​ซึ่ง​เป็น​มหา​ปุโร‌หิต​ใน​ปี​นั้น กล่าว​กับ​พวก​เขา​ว่า “พวก​ท่าน​ช่าง​ไม่​เข้า‍ใจ​อะไร​เลย

[50] ไม่​รู้​หรือ​ว่า​เป็น​การ​ดี​สำ‌หรับ​พวก​ท่าน​ที่​จะ​มี​คน​หนึ่ง​ตาย​เพื่อ​ประ‌ชา‍ชน แทน​ที่​จะ​ให้​คน​ทั้ง​ชาติ​ต้อง​พินาศ”

[51] เขา​ไม่‍ได้​กล่าว​อย่าง​นั้น​ตาม​ความ‍คิด​ของ​เขา​เอง แต่​เพราะ​เหตุ​ที่​เขา​เป็น​มหา​ปุโร‌หิต​ประ‌จำ‍การ​ใน​ปี​นั้น เขาจึง​กล่าว​เป็น​คำ​พยา‌กรณ์​ว่า​พระ‍เยซู​จะ​สิ้น​พระ‍ชนม์​แทน​ชน‍ชาติ​นั้น

[52] และ​ไม่‍ใช่​แทน​ชาติ​ยิว​เท่า‍นั้น แต่​เพื่อ​รวบ‍รวม​ลูก​พระ‍เจ้า​ที่​กระ‌จัด‍กระ‌จาย​ให้​รวม​เข้า​เป็น​หนึ่ง​เดียว

[53] นับตั้ง‍แต่​วัน​นั้น​พวก​เขา​จึง​วาง​แผน​ที่จะ​ฆ่า​พระ‍องค์

[54] เพราะ​ฉะนั้น​พระ‍เยซู​จึง​ไม่​เสด็จ​ไป​มา​ท่าม‍กลาง​พวก​ยิว​อย่าง​เปิด‍เผย​อีก แต่​เสด็จ​ออก‍จาก​ที่‍นั่น​ไป​ยัง​ถิ่น​ที่​อยู่​ใกล้​ถิ่น​ทุร‌กัน‌ดาร ถึง​เมือง​หนึ่ง​ชื่อ​เอฟ‌รา‌อิม และ​ประทับ​อยู่​ที่‍นั่น​กับ​พวก​สา‌วก

[55] ขณะ​นั้น​ใกล้​จะ​ถึง​เทศ‌กาล​ปัส‌กา​ของ​พวก​ยิว​แล้ว มี​ชาว​ชน‌บท​จำ‌นวน​มาก​ขึ้น​ไป​ที่​กรุง​เย‌รู‌ซา‌เล็ม​ก่อน​เทศ‌กาล​ปัส‌กา​เพื่อ​ชำระ​ตัว

[56] เมื่อ​พวก​เขา​ชุม‌นุม​กัน​อยู่​ใน​บริ‌เวณ​พระ‍วิหาร พวก​เขา​ก็​มอง​หา​พระ​เยซู​พูด​กัน​ว่า “คิด​อย่าง​ไร พระ‍องค์​จะ​ไม่​เสด็จ​มา​ใน​งาน​เทศ‌กาล​นี้​หรือ?”

[57] พวก​หัว‍หน้า​ปุโร‌หิต​และ​พวก​ฟา‌ริสี​ก็​ออก​คำ‍สั่ง​ว่า หาก​ใคร​รู้‍ว่า​พระ‍องค์​อยู่​ที่‍ไหน ให้​มา​บอก​พวก​เขา​เพื่อ​จะ​ได้​ไป​จับ​พระ‍องค์

กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย ยอห์น — Chapters