Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 8:26

[1] เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง‍ทราบ​ว่า​พวก​ฟา‌ริสี​ได้​ยิน​ข่าว​ว่า “อา‌จารย์​เยซู​มี​สา‌วก​และ​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​มาก‍กว่า​ยอห์น”

[2] (ความ‍จริง​พระ‍เยซู​ไม่​ได้​ทรง​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​เอง แต่​สา‌วก​ของ​พระ‍องค์​เป็น​ผู้​ให้)

[3] พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ออก‍จาก​แคว้น​ยูเดีย​กลับ​ไป​ที่​แคว้น​กา‌ลิลี​อีก

[4] พระ‍องค์​จำ‍เป็น​ต้อง​เสด็จ​ผ่าน​แคว้น​สะ‌มา‌เรีย

[5] จึง​เสด็จ​ผ่าน​เมือง​หนึ่ง​ชื่อ​สิ‌คาร์​ใน​แคว้น​สะ‌มา‌เรีย ซึ่ง​อยู่​ใกล้​ที่ดิน​ที่​ยา‌โคบ​ให้​กับ​โย‌เซฟ​บุตร​ของ​ตน

[6] บ่อ‍น้ำ​ของ​ยา‌โคบ​ก็​อยู่​ที่​นั่น พระ‍เยซู​ทรง​เดิน‍ทาง​มา​เหน็ด‍เหนื่อย จึง​ประ‌ทับ​ลง​ที่​ข้าง​บ่อ​นั้น เวลา​นั้น​ประ‌มาณ​เที่ยง

[7] มี​หญิง​ชาว​สะ‌มา‌เรีย​คน​หนึ่ง​มา​ตัก​น้ำ พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “ขอ​น้ำ​ให้​เรา​ดื่ม​บ้าง”

[8] ขณะ​นั้น​สา‌วก​ของ​พระ‍องค์​เข้า​ไป​ซื้อ​อาหาร​ใน​เมือง

[9] หญิง​ชาว​สะ‌มา‌เรีย​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ทำ‍ไม​ท่าน​ซึ่ง​เป็น​คน​ยิว​จึง​มา​ขอ​น้ำ​ดื่ม​จาก​ดิ‍ฉัน​ซึ่ง​เป็น​หญิง​ชาว​สะ‌มา‌เรีย?” (เพราะ​พวก​ยิว​ไม่​คบ‍หา​พวก​สะ‌มา‌เรีย​เลย)

[10] พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​นาง​ว่า “ถ้า​เธอ​รู้‍จัก​ของ​ที่​พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน และ​รู้‍จัก​ผู้​ที่​พูด​กับ​เธอ​ว่า ‘ขอ​น้ำ​ให้​เรา​ดื่ม​บ้าง’ ก็​คง‍จะ​ขอ​จาก​ท่าน​ผู้​นั้น และ​ผู้​นั้น​ก็​คง‍จะ​ให้​น้ำ​ดำ‌รง​ชีวิต​แก่​เธอ”

[11] นาง​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​เจ้า​คะ ท่าน​ไม่​มี​ถัง​ตัก และ​บ่อ​นี้​ก็​ลึก ท่าน​จะ​เอา​น้ำ​ดำ‍รง​ชีวิต​นั้น​มา​จาก​ไหน?

[12] ท่าน​ใหญ่‍กว่า​ยา‌โคบ​บรรพ‌บุรุษ​ของ​เรา​ผู้​ให้​บ่อ‍น้ำ​นี้​แก่​เรา​หรือ? ยา‌โคบ​เอง​ก็​ดื่ม​จาก​บ่อ​นี้​รวม​ทั้ง​บุตร​ทั้ง‍หลาย​และ​สัตว์​เลี้ยง​ของ​ท่าน​ด้วย”

[13] พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ทุก‍คน​ที่​ดื่ม​น้ำ​นี้​จะ​กระ‌หาย​อีก

[14] แต่​คน​ที่​ดื่ม​น้ำ​ที่​เรา​จะ​ให้​กับ​เขา​นั้น จะ​ไม่​มี​วัน​กระ‌หาย​อีก​เลย น้ำ​ที่​เรา​จะ​ให้​เขา​นั้น​จะ​กลาย​เป็น​บ่อ​น้ำพุ​ใน​ตัว​เขา​พลุ่ง​ขึ้น​ถึง​ชีวิต​นิรันดร์”

[15] นาง​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​เจ้า​คะ ขอ​น้ำ​นั้น​ให้​ดิ‍ฉัน​เถิด เพื่อ​ดิ‍ฉัน​จะ​ได้​ไม่​กระ‌หาย​อีก และ​จะ​ได้​ไม่​ต้อง​มา​ตัก​ที่​นี่”

[16] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “ไป​เรียก​สามี​ของ​เธอ​มา​ที่​นี่”

[17] นาง​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ดิ‍ฉัน​ไม่‍มี​สามี​ค่ะ” พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “เธอ​พูด​ถูก​ที่​ว่า​ไม่​มี​สามี

[18] เพราะ​เธอ​มี​สามี​ถึง​ห้า​คน​แล้ว และ​คน​ที่​มี​อยู่​เดี๋ยว‍นี้​ก็​ไม่​ใช่​สามี​ของ​เธอ เรื่อง‍นี้​เธอ​พูด​จริง”

[19] นาง​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​เจ้า​คะ ดิ‍ฉัน​เห็น​จริงๆ แล้ว​ว่า​ท่าน​เป็น​ผู้​เผย​พระ‍วจนะ

[20] บรรพ‌บุรุษ​ของ​เรา​นมัส‌การ​ที่​ภูเขา​นี้ แต่​พวก​ท่าน​บอก​ว่า​สถาน​ที่​นมัส‌การ​นั้น​ต้อง​อยู่​ที่​เย‌รู‌ซา‌เล็ม”

[21] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “หญิง​เอ๋ย เชื่อ​เรา​เถิด คง​มี​สัก​วัน‍หนึ่ง​ที่​พวก​เธอ​จะ​ไม่​ได้​นมัส‌การ​พระ‍บิดา​ทั้ง​ที่​ภูเขา​นี้​หรือ​ที่​เย‌รู‌ซา‌เล็ม

[22] สิ่ง​ที่​พวก​เธอ​นมัส‌การ​นั้น​เธอ​ไม่​รู้‍จัก สิ่ง​ที่​พวก​เรา​นมัส‌การ​นั้น​พวก​เรา​รู้‍จัก เพราะ​ความ​รอด​มา​จาก​พวก​ยิว

[23] แต่​วาระ​นั้น​ใกล้​เข้า​มา​แล้ว และ​บัด‍นี้​ก็​ถึง​แล้ว คือ​เมื่อ​คน​ที่​นมัส‌การ​อย่าง​แท้​จริง​จะ​นมัส‌การ​พระ‍บิดา​ด้วย​จิต‍วิญ‌ญาณ​และ​ความ​จริง เพราะ​ว่า​พระ‍บิดา​ทรง​แสวง‍หา​คน​เช่น​นั้น​มา​นมัส‌การ​พระ‍องค์

[24] พระ‍เจ้า​เป็น​พระ‍วิญ‌ญาณ และ​คน​ที่​นมัส‌การ​พระ‍องค์​จะ​ต้อง​นมัส‌การ​ด้วย​จิต‍วิญ‌ญาณ​และ​ความ‍จริง”

[25] นาง​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ดิฉัน​ทราบ​ว่า​พระ‍เมส‌สิ‌ยาห์ (ที่​เรียก‍ว่า​พระ‍คริสต์) จะ​เสด็จ​มา เมื่อ​พระ‍องค์​เสด็จ​มา พระ‍องค์​จะ​ทรง​ชี้‍แจง​ทุก​สิ่ง​แก่​เรา”

[26] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​นาง​ว่า “เรา​ผู้​ที่​พูด​กับ​เธอ​เป็น​ผู้​นั้น”

[27] เมื่อ​พวก​สา‌วก​ของ​พระ‍องค์​กลับ​มา พวก​เขา​ก็​ประ‌หลาด​ใจ​ที่​พระ‍องค์​ทรง​สน‌ทนา​กับ​ผู้‍หญิง แต่​ไม่‍มี​ใคร​ถาม​ว่า “พระ‍องค์​ทรง​ต้อง‍การ​อะไร?” หรือ “ทำ‍ไม​พระ‍องค์​ถึง​สนท‌นา​กับ​นาง?”

[28] ส่วน​หญิง​คน​นั้น​ก็​ทิ้ง​หม้อ‍น้ำ​ไว้​และ​เข้า​ไป​ใน​เมือง​บอก​พวก​ชาว‍บ้าน​ว่า

[29] “มา​นี่ มา​ดู​ท่าน​ผู้‍หนึ่ง​ที่​เล่า​ถึง​สิ่ง​สาร‌พัด​ที่​ฉัน​เคย​ทำ ท่าน​ผู้​นี้​จะ​เป็น​พระ‍คริสต์​ได้​ไหม?”

[30] คน​ทั้ง‍หลาย​จึง​พา​กัน​ออก​จาก​เมือง​ไป​หา​พระ‍องค์

[31] ใน​ระหว่าง​นั้น​พวก​สา‌วก​ทูล‍เชิญ​พระ‍องค์​ว่า “พระ​อา‌จารย์ เชิญ​รับ‍ประ‌ทาน​เถิด”

[32] แต่​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “เรา​มี​อาหาร​รับ‍ประ‌ทาน​ที่​พวก​ท่าน​ไม่​รู้”

[33] พวก​สา‌วก​จึง​ถาม​กัน​ว่า “มี​ใคร​เอา​อาหาร​มา​ให้​พระ‍องค์​แล้ว​หรือ?”

[34] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “อาหาร​ของ​เรา​คือ​การ​ทำ​ตาม​พระ‍ประสงค์​ของ​ผู้​ที่​ทรง​ใช้​เรา​มา​และ​ทำ​ให้​งาน​ของ​พระ‍องค์​สำ‌เร็จ

[35] พวก​ท่าน​บอก​ว่า​อีก​สี่​เดือน​จะ​ถึง​ฤดู​เกี่ยว‍ข้าว​แล้ว​ไม่​ใช่​หรือ? ส่วน​เรา​บอก​พวก​ท่าน​ว่า เงย​หน้า​ขึ้น​ดู​นา​เถิด ทุ่ง‍นา​เหลือง‍อร่าม​และ​ถึง​เวลา​เกี่ยว​แล้ว

[36] คน​เกี่ยว​กำ‌ลัง​ได้​รับ​ค่า‍จ้าง​และ​กำ‌ลัง​รวบ‍รวม​พืช‍ผล​ไว้​สำ‌หรับ​ชีวิต​นิรันดร์ เพื่อ​ทั้ง​คน‍หว่าน​และ​คน​เกี่ยว​จะ​ได้​ชื่น‍ชม​ยินดี​ด้วย​กัน

[37] คำ​ที่​เขา​พูด​กัน​ก็​เป็น​ความ​จริง​ใน​เรื่อง​นี้ คือ ‘คน​หนึ่ง​หว่าน​และ​อีก​คน​หนึ่ง​เกี่ยว’

[38] เรา​ใช้​พวก​ท่าน​ไป​เกี่ยว​สิ่ง​ที่​ท่าน​ไม่​ได้​ตราก‍ตรำ แต่​คน‍อื่น​ตราก‍ตรำ​และ​พวก​ท่าน​เข้า​ร่วม​ใน​การ​ตราก‍ตรำ​ของ​เขา”

[39] ชาว​สะ‌มา‌เรีย​จำ‍นวน​มาก​ที่​มา​จาก​เมือง​นั้น​ก็​วาง‌ใจ​ใน​พระ‍องค์ เพราะ​คำ​พยาน​ของ​หญิง​คน​นั้น​ที่​ว่า “ท่าน​เล่า​ถึง​สิ่ง​สาร‌พัด​ที่​ฉัน​เคย​ทำ”

[40] ดัง‍นั้น​เมื่อ​ชาว​สะ‌มา‌เรีย​มา​ถึง พวก​เขา​จึง​ทูล​เชิญ​พระ‍องค์​ให้​ประ‌ทับ​กับ​เขา และ​พระ‍องค์​ก็​ประ‌ทับ​อยู่​ที่​นั่น​สอง​วัน

[41] และ​จำ‌นวน​คน​ที่​วาง‍ใจ​ใน​พระ‍องค์​ก็​เพิ่ม​ขึ้น​เพราะ​พระ‍ดำ‌รัส​ของ​พระ‍องค์

[42] พวก​เขา​พูด​กับ​หญิง​คน​นั้น​ว่า “ตั้ง‍แต่​นี้​เป็น‍ต้น​ไป ที่​เรา​เชื่อ​นั้น​ไม่​ใช่​เพราะ​คำพูด​ของ​เจ้า แต่​เพราะ​เรา​ได้​ยิน​เอง และ​เรา​รู้​ว่า​ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​พระ‍ผู้​ช่วย​โลก​ให้​รอด​ที่​แท้‍จริง”

[43] เมื่อ​ผ่าน​ไป​สอง​วัน พระ‍เยซู​ก็​เสด็จ​ออก​จาก​ที่​นั่น​ไป​ที่​แคว้น​กา‌ลิลี

[44] (พระ‍องค์​ทรง​เป็น​พยาน​ว่า ผู้​เผย​พระ‍วจนะ​จะ​ไม่​ได้​รับ​เกียรติ​ใน​บ้าน​เกิด​ของ​ตน)

[45] ดัง‍นั้น​เมื่อ​พระ‍องค์​เสด็จ​ไป​ถึง​แคว้น​กา‌ลิลี ชาว​กา‌ลิลี​ก็​ต้อน‍รับ​พระ‍องค์ เพราะ​พวก​เขา​เห็น​ทุก​สิ่ง​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ทำ​ใน​เทศ‌กาล​ที่​กรุง​เย‌รู‌ซา‌เล็ม เพราะ​พวก​เขา​ก็​ไป​ใน​เทศ‌กาล​นั้น​ด้วย

[46] ดัง‍นั้น​พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ไป​ที่​หมู่‍บ้าน​คา‌นา​ใน​แคว้น​กา‌ลิลี​อีก ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ทำ​ให้​น้ำ​กลาย​เป็น​เหล้า‍องุ่น และ​ที่​เมือง​คา‌เปอร‌นา‌อุม​มี​ข้า‍ราช‍การ​คน​หนึ่ง​ที่​มี​บุตร​ป่วย​หนัก

[47] เมื่อ​ท่าน​ทราบ​ข่าว​ว่า​พระ‍เยซู​เสด็จ​ออก​จาก​แคว้น​ยูเดีย​ไป​แคว้น​กา‌ลิลี​แล้ว ท่าน​จึง​ไป​อ้อน‍วอน​พระ‍องค์​ขอ​ให้​เสด็จ​ไป​รักษา​บุตร​ของ​ตน​เพราะ‍ว่า​เขา​ใกล้​จะ​ตาย​แล้ว

[48] พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ถ้า​พวก​ท่าน​ไม่​เห็น​หมาย‍สำ‌คัญ​และ​การ​อัศ‌จรรย์ ท่าน​ก็​จะ​ไม่​เชื่อ”

[49] ข้า‍ราช‍การ​คน​นั้น​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “องค์​พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ขอ​เสด็จ​ไป​ก่อน​ที่​ลูก‍น้อย​ของ​ข้าพ‌เจ้า​จะ​ตาย”

[50] พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “กลับ​ไป​เถิด ลูก​ของ​ท่าน​จะ​ไม่​ตาย” ชาย​คน​นั้น​เชื่อ​พระ‍ดำ‌รัส​ที่​พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​จึง​กลับ​ไป

[51] ขณะ​ที่​กลับ​ไป​นั้น พวก​ทาส​ของ​เขา​มา​พบ​และ​เรียน​ว่า “ลูก​ของ​ท่าน​หาย​แล้ว”

[52] เขา​จึง​ถาม​ถึง​เวลา​ที่​บุตร​มี​อา‌การ​ดี​ขึ้น​นั้น และ​พวก​ทาส​ก็​เรียน​ว่า “ไข้​หาย​เมื่อ​วาน​นี้​เวลา​บ่าย​โมง”

[53] บิดา​จึง​รู้​ว่า​เป็น​เวลา​ที่​พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​ตน​ว่า “ลูก​ของ​ท่าน​จะ​ไม่​ตาย” เขา​เอง​ก็​เชื่อ​พร้อม​ทั้ง​ครอบ‍ครัว​ด้วย

[54] นี่​เป็น​หมาย‍สำ‌คัญ​ครั้ง​ที่​สอง​ที่​พระ‍เยซู​ทรง​ทำ​เมื่อ​พระ‍องค์​เสด็จ​ออก​จาก​แคว้น​ยูเดีย​ไป​แคว้น​กา‌ลิลี

กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย ยอห์น — Chapters