Skip to content
Opens in a new window
Listen to this chapter • 6:08

[1] แล้ว​พระ‍องค์​ทรง​สั่ง‍สอน​ที่​ฝั่ง​ทะเล​อีก ฝูง​ชน​จำ‍นวน​มาก​พา​กัน​มา​เฝ้า​พระ‍องค์ เพราะ​ฉะนั้น​พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ลง​ไป​ประ‌ทับ​ใน​เรือ​ที่​ทะเล ​และ​ประ‌ชา‍ชน​อยู่​บน​ฝั่ง

[2] พระ‍องค์​จึง​ตรัส​สั่ง‍สอน​พวก​เขา​หลาย​ประ‍การ​เป็น​อุป‌มา และ​ใน​การ​สอน​นั้น​พระ‍องค์​ตรัส​ว่า

[3] “จง​ฟัง​เถิด มี​คน​หนึ่ง​ออก​ไป​หว่าน​พืช

[4] และ​เมื่อ​เขา​หว่าน เมล็ด​พืช​ก็​ตก​ตาม​หน‍ทาง​บ้าง แล้ว​นก​ก็​มา​กิน​เสีย

[5] บ้าง​ก็​ตก​ที่​ซึ่ง​มี​พื้น​หิน​มี​เนื้อ​ดิน​แต่​น้อย จึง​งอก​ขึ้น​โดย​เร็ว เพราะ​ดิน​ไม่​ลึก

[6] แต่​เมื่อ​แดด​จัด แดด​ก็​แผด‍เผา เพราะ​ราก​ไม่​มี จึง​เหี่ยว​ไป

[7] บ้าง​ก็​ตก​กลาง​ต้น​หนาม ต้น​หนาม​ก็​งอกขึ้น​ปก‍คลุม​เสีย จึง​ไม่​เกิด​ผล

[8] บ้าง​ก็​ตก​ที่​ดิน​ดี แล้ว​งอก​งาม​จำ‍เริญ​ขึ้น เกิด​ผล​สาม​สิบ​เท่า​บ้าง หก​สิบ​เท่า​บ้าง ร้อย​เท่า​บ้าง”

[9] แล้ว​พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “ใคร​มี​หู จง​ฟัง​เถิด”

[10] เมื่อ​ฝูง‍คน​ไป​แล้ว คน​ที่​อยู่​รอบ​พระ‍องค์​พร้อม​กับ​สา‌วก​สิบ‍สอง​คน ได้​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ถึง​อุป‌มา​นั้น

[11] พระ‍องค์​จึง​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ข้อ‍ความ​ลับ‍ลึก​แห่ง​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​โปรด​ให้​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​รู้​ได้ แต่​ข้อ‍ความ​ทุก‍อย่าง​จะ​แจ้ง​เป็น​อุป‌มา​แก่​บุค‍คล​ภาย‍นอก

[12] เพื่อ​ว่า แม้​พวก​เขา​ดู​แล้ว​ดู​เล่า แต่​จะ​มอง​ไม่​เห็น แม้​ฟัง​แล้ว​ฟัง​เล่า แต่​จะ​ไม่​เข้าใจ มิ‍ฉะนั้น​แล้ว​พวก​เขา​จะ​หัน‍กลับ​มา​หา​พระ‍เจ้า​และ​ได้​รับ​การ​อภัย”

[13] พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “พวก​ท่าน​ยัง​ไม่​เข้าใจ​อุป‌มา​เรื่อง​นี้​หรือ? ถ้า​อย่าง​นั้น​พวก​‍ท่าน​จะ​เข้า‍ใจ​เรื่อง​อุป‌มา​ทั้ง‍หมด​ได้​อย่าง‍ไร?

[14] ผู้​ที่​หว่าน​นั้น​ก็​หว่าน​พระ‍วจนะ

[15] ส่วน​ที่​ตก​ริม​หน​ทาง​นั้น​ได้​แก่​พระ‍วจนะ​ที่​หว่าน​ลง‍ไป แล้ว​ทัน‍ที​ที่​พวก​‍เขา​ได้​ยิน ซา‌ตาน​ก็​มา​ชิง​เอา​พระ‍วจนะ​ที่​หว่าน​ใน​ตัว​เขา​ไป​เสีย

[16] ส่วน​ที่​ตก​ลง​ไป​ใน​พื้น​หิน​นั้น ได้​แก่​คน​ที่​ได้​ยิน​พระ‍วจนะ แล้ว​ก็​รับ​ทัน‍ที​ด้วย​ความ​ยินดี

[17] แต่​ไม่​ได้​หยั่ง​ราก​ลง​ใน​ตัว​จึง​ทน​อยู่​เพียง​ชั่ว‍คราว เมื่อ​เกิด​การ​ยาก​ลำ‌บาก​หรือ​การ​ข่ม‍เหง​เพราะ​พระ‍วจนะ​นั้น พวก​เขา​ก็​เลิก​เสีย​ทัน‍ที

[18] ส่วน​พืช​ที่​หว่าน​ลง​กลาง​หนาม​นั้น​ได้​แก่​คน​ที่​ได้​ยิน​พระ‍วจนะ

[19] แล้ว​ความ​กัง‍วล​ของ​โลก และ​ความ​ลุ่ม‍หลง​ใน​ทรัพย์​สม‌บัติ และ​ความ​โลภ​ใน​สิ่ง​ต่างๆ ประ‍ดัง​เข้า​มา และ​รัด​พระ‍วจนะ​นั้น จึง​ไม่​เกิด​ผล

[20] ส่วน​พืช​ที่​หว่าน​ตก​ใน​ดิน​ดี​นั้น ได้​แก่​บุค‌คล​ที่​ได้​ยิน​พระ‍วจนะ​นั้น และ​รับ​ไว้ จึง​เกิด​ผล​สาม‍สิบ​เท่า​บ้าง หก‍สิบ​เท่า​บ้าง ร้อย​เท่า​บ้าง”

[21] แล้ว​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ตะ‍เกียง​มี​ไว้​สำ‍หรับ​ตั้ง​ใต้​ถัง​หรือ​ใต้​เตียง​นอน​หรือ? ไม่​ได้​มี​ไว้​สำ‌หรับ​ตั้ง​บน​เชิง​ตะ‍เกียง​หรือ?

[22] เพราะ​ว่า​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ที่​ซ่อน​ไว้​ที่​จะ​ไม่​ถูก​นำ​ออก​มา​เปิด‍เผย และ​ไม่​มี​สิ่ง​ใด​ที่​ปิด​บัง​ไว้​ที่​จะ​ไม่​ถูก​แพร่ง‍พราย

[23] ถ้า​ใคร​มี​หู จง​ฟัง​เถิด”

[24] แล้ว​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “จง​เอา​ใจ​จด‍จ่อ​ต่อ​สิ่ง​ที่​ฟัง​ให้​ดี พวก​ท่าน​จะ​ให้​คน​อื่น​ด้วย​ปริ‌มาณ​เท่า​ใด พวก​ท่าน​ก็​จะ​ได้​รับ​ด้วย​ปริ‌มาณ​เท่า​กัน และ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​รับ​มาก​ยิ่ง​ขึ้น

[25] เพราะ​ว่า​ใคร​มี​อยู่​แล้ว​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​ให้​คน​นั้น​อีก แต่​ใคร​ไม่​มี แม้​สิ่ง​ที่​เขา​มี​อยู่​นั้น​จะ​ทรง​เอา​ไป​จาก​เขา”

[26] พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​เปรียบ​เหมือน​คน​หนึ่ง​หว่าน​พืช​ลง​ใน​ดิน

[27] กลาง‍คืน​เขา​ก็​นอน​หลับ และ​กลาง‍วัน​ก็​ตื่น​ขึ้น พืช​นั้น​จะ​งอก​ขึ้น​หรือ​เติบ‍โต​อย่าง‍ไร​เขา​ไม่​รู้

[28] เพราะ​แผ่น‍ดิน​เอง​ทำ​ให้​พืช​งอก​งาม​โดย​ขึ้น​เป็น​ลำ‍ต้น​ก่อน ภาย​หลัง​ก็​ออก​รวง แล้ว​ก็​มี​เมล็ด​ข้าว​เต็ม​รวง

[29] เมื่อ​สุก​แล้ว​เขา​ก็​เอา​เคียว​ไป​เก็บ​เกี่ยว​ทัน‍ที เพราะ​ว่า​ถึง​ฤดู​เกี่ยว​แล้ว”

[30] พระ‍องค์​ตรัส​อีก​ว่า “แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า จะ​เปรียบ​เหมือน​สิ่ง​ใด? หรือ​จะ​แสดง​ด้วย​อุป‌มา​อย่าง‍ไร?

[31] ก็​เปรียบ​เหมือน​เมล็ด​มัส‌ตาร์ด ​เมล็ด​หนึ่ง ตอน​ที่​เพาะ​ลง​ใน​ดิน ก็​เล็ก​กว่า​เมล็ด​ทั้ง‍ปวง​ทั่ว​ทั้ง​แผ่น‍ดิน

[32] แต่​เมื่อ​เพาะ​แล้ว​จึง​งอก​ขึ้น​จำ‍เริญ​โต​ใหญ่​กว่า​ผัก​ทั้ง‍ปวง และ​แตก​กิ่ง​ก้าน​ใหญ่​พอ​ให้​นก​ใน​อา‌กาศ​มา​ทำ​รัง​อา‌ศัย​อยู่​ใน​ร่ม​นั้น​ได้”

[33] พระ‍องค์​กล่าว​พระ‍วจนะ​กับ​พวก​เขา​เป็น​อุป‌มา​หลาย​อย่าง เท่า​ที่​พวก​เขา​จะ​สา‌มารถ​ฟัง​เข้าใจ​ได้

[34] นอก​จาก​อุป‌มา​แล้ว พระ‍องค์​ไม่​ได้​ตรัส​อะไร​กับ​พวก​เขา​อีก แต่​เมื่อ​อยู่​ตาม​ลำ‍พัง พระ‍องค์​ทรง​อธิ‌บาย​ทุก‍สิ่ง​ทุก‍อย่าง​แก่​พวก​สา‌วก

[35] เย็น​วัน​นั้น พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก​สา‌วก​ว่า “ให้​พวก​เรา​ข้าม​ไป​ฝั่ง​โน้น​เถิด”

[36] เมื่อ​ละ​จาก​ประ‌ชา‍ชน​แล้ว พวก​เขา​จึง​พา​พระ‍องค์​ซึ่ง​ประ‌ทับ​ใน​เรือ​ไป มี​เรือ​อีก​หลาย​ลำ​ตาม​ไป​ด้วย

[37] และ​มี​พายุ​ใหญ่​เกิด​ขึ้น คลื่น​ก็​ซัด​เข้า​ไป​ใน​เรือ​จน​น้ำ​จวน​จะ​เต็ม​เรือ​อยู่​แล้ว

[38] ส่วน​พระ‍องค์​กำ‌ลัง​บรร‌ทม​หนุน​หมอน​หลับ​อยู่​ที่​ท้าย​เรือ พวก​สา‌วก​จึง​มา​ปลุก​พระ‍องค์​ทูล​ว่า “พระ​อา‌จารย์ พระ‍องค์​ไม่​ทรง​เป็น​ห่วง​ว่า​พวก​เรา​กำ‌ลัง​จะ​พินาศ​หรือ?”

[39] พระ‍องค์​จึง​ทรง​ลุก​ขึ้น​ห้าม​ลม​และ​ตรัส​กับ​ทะเล​ว่า “จง​สงบ​เงียบ” แล้ว​ลม​ก็​สงบ พายุ​ก็​เงียบ​สนิท

[40] พระ‍องค์​จึง​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ทำ‍ไม​พวก​เจ้า​กลัว? พวก​เจ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​หรือ?”

[41] พวก​เขา​ก็​เกรง​กลัว​อย่าง​ยิ่ง และ​พูด​กัน​ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​ใคร​กัน​หนอ? ขนาด​ลม​กับ​ทะเล​ยัง​เชื่อ​ฟัง​ท่าน?”

กิตติ‍คุณ​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์ เรียบ‍เรียง​โดย มา‌ระ‌โก — Chapters